บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 1–โหมโรง (Nawanan’s Midlife Story: Part 1–Prelude)

ผมตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะเขียนบันทึกประวัติและเส้นทางชีวิตของตัวเองเอาไว้ เส้นทางที่ “ไม่ธรรมดา” (คือไม่ปกติเหมือนใครเขา ว่างั้นเหอะ) ของคนธรรมดาคนหนึ่ง ไว้เป็นอนุสรณ์ ปูมประวัติ และบทเรียนทั้งกับตัวผมเองและคนอื่นที่สนใจ วันนี้กำลังอยู่ใน moment ที่มีอารมณ์เขียน จึงขอเล่าประวัติชีวิตของตัวเอง ในช่วง 35 ปีแรกของชีวิตผม มาแชร์นะครับ

ผมเป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง มีน้องชาย 1 คน อายุห่างกัน 4 ปีครึ่ง ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนภูเก็ตที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนฮกเกี้ยน คุณพ่อเป็นนักบัญชี คุณแม่เป็นอาจารย์ด้านการวัดผลและประเมินผลการศึกษาที่คณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูภูเก็ต (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ตามลำดับ) ผมเติบโตมาในรั้วราชภัฏภูเก็ตมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวพักอยู่ในบ้านพักอาจารย์ภายใน campus ของสถาบันมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กเล็กๆ

ผมมองตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง แม้ความเป็นอาจารย์สถาบันราชภัฏฯ ของคุณแม่ และลักษณะงานทางวิชาชีพของคุณพ่อ จะทำให้มีสถานะทางสังคมที่ได้รับการยอมรับพอสมควร อย่างน้อยก็ในหมู่เพื่อนร่วมงานของคุณแม่ที่เป็นอาจารย์ ในหมู่คนทำงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณพ่อ แต่จริงๆ ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวสมถะ เรียบง่าย มารู้ทีหลังว่า ช่วงผมเด็กๆ คุณพ่อต้องลำบากเรื่องการทำมาหาเลี้ยงครอบครัวทีเดียว

ผมเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ชีวิตวัยเด็กก็ไม่มีอะไรมาก เรียนๆ เล่นๆ ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรมโน่นนั่นนี่ ไม่ว่าจะซ้อมรำ (ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้ชอบสักเท่าไหร่ แต่ก็ยอมๆ ไป) หรือเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำโรงเรียน (อสร.) ซึ่งต้องไปอบรมเรื่องการดูแลสุขภาพของเพื่อนนักเรียน แล้วก็มาทำหน้าที่ในโรงเรียนตัวเอง ก็สนุกดี รู้สึกได้เรียนรู้อะไรพอสมควรเหมือนกัน สมัยนั้นผมเป็นเนิร์ดเต็มขั้น ผมเป็นเด็กเรียนดี จึงมักได้รับคัดเลือก (แปลว่าบังคับ) ให้ลงแข่งโน่น ประกวดนี่ อยู่บ่อยๆ ก็กวาดรางวัลมาได้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอินอะไร ก็เหมือนแค่เดินตามเส้นที่ผู้ใหญ่ขีดไว้ให้ เพราะก็รู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งดีๆ ที่เข้ามา ไม่ได้มีอะไรเสียหาย และก็คิดว่าเราก็ทำได้ดีด้วย ก็เออออไป เราเป็นเด็กเรียน เด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่โดยนิสัยก็เป็นคนขี้กังวลอะไรไปทุกเรื่อง

จริงๆ สมัยนั้นมีเรื่องหนึ่งที่พอมองย้อนไปทีไรก็ขำ ช่วง ป.6 เพื่อนๆ เลือกผมเป็นหัวหน้าห้อง ผมกลับมาบ้านก็มาเล่าให้แม่ฟัง เล่าไปก็ร้องไห้ไป กังวลโน่นนั่นนี่ไปหมด ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ วันรุ่งขึ้นคุณแม่ไปคุยกับอาจารย์ว่า ผมขอไม่เป็นหัวหน้าห้องแล้วนะ อย่างว่าแหละครับ ผมเป็นคนขี้กังวล กังวลไปหมด แต่สุดท้ายรอดตัวไปก็โล่งอก ไม่ต้องเป็นหัวหน้าแระ ไม่มีอะไรต้องแบก 555

ผมเรียน ม.ต้น ที่โรงเรียนมัธยมชายประจำจังหวัด คือ โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย สอบเข้าได้ที่ 1 ด้วยนะ (ขออวดหน่อย…รู้สึกว่าสมัยคุณพ่อก็เคยมีชื่อติดป้ายเรียนดีอะไรสักอย่างของโรงเรียนนี่แหละ…แล้วผมก็ขึ้นแท่นอีกคน…สุดท้ายด้วยแรงกดดันจากประวัติที่ผมสอบเข้าได้ที่ 1 ก็ทำให้น้องชายของผม สอบเข้า ม.1 โรงเรียนนี้ได้ที่ 1 อีกเช่นกัน 555 #จบโฆษณา) สมัยมัธยมก็ไม่ค่อยต่างจากประถมนัก ก็เนิร์ดอีกตามเคย ขยัน ตั้งใจเรียน เรียนดี อาจารย์ให้ทำอะไรก็ทำ ให้แข่งอะไรก็แข่ง (แม้บางอย่างไม่อยากทำ แต่ก็ทำๆ ไป จะได้อยู่รอดปลอดภัย 555)

มีสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้ผมทำ และเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมาถึงตรงนี้ได้เร็วขึ้น คือ เพื่อนของคุณแม่ ซึ่งก็คือพ่อแม่ของเพื่อนผมอีกคนน่ะแหละ มาชวนพ่อแม่ผมให้ส่งผมเรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ไปด้วย ระหว่างเรียน ม.ต้น ในระบบ (สมัยนั้นยังไม่มีกฎเกณฑ์ห้ามเรียนในระบบกับ กศน. คู่ขนานกัน) ผมก็เป็นเด็กดีอีกแล้ว นอกจากเรียนในโรงเรียนแล้ว เสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปเรียนสังคมอะไรก็ไม่รู้กับผู้ใหญ่ที่ กศน. หรือไม่ก็อ่านหนังสือเตรียมสอบเอง ต้องไปทำโครงงานกลุ่มทำประโยชน์ด้วย (สมัยนั้นกลุ่มเรากับพี่ๆ ผู้ใหญ่ที่เรียน กศน. ด้วยกัน เลือกไปขัดและปรับปรุงห้องน้ำห้องส้วมของวัดแห่งหนึ่ง ได้ขัดห้องน้ำ ทาสี ฯลฯ ก็สนุกดี รู้สึกเหมือนชีวิตได้เล่นบ้างไรบ้าง 555)

ผ่านไป 2 ปี ตอนผมอยู่ ม.3 ผมก็สอบเทียบวุฒิ ม.ต้น ของ กศน. ได้พร้อมเพื่อนๆ แก๊งค์เดียวกัน และเราก็ชวนกันเรียน ม.ปลาย ของ กศน. ต่อ (ไม่งั้นวุฒิสอบเทียบ ม.ต้น ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะอีก 1 ปี เราก็จบ ม.3 ในระบบอยู่ดี) ดังนั้น พอจบ ม.4 ผมและเพื่อนๆ อีก 2-3 คน ก็สอบเทียบวุฒิ ม.ปลาย ของ กศน. ได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถสอบเอ็นทรานซ์ได้เลยตอน ม.4 ในขณะที่เพื่อนๆ บางคน อยู่ระหว่างเรียน กศน. และอาจจะสอบเทียบและสอบเอ็นทรานซ์ได้ตอน ม.5 และเพื่อนๆ ที่เหลือก็เรียนในระบบอย่างเดียว และต้องเอ็นทรานซ์ตอน ม.6

จริงๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องรีบร้อนสอบเอ็นทรานซ์อะไรหรอกนะครับ ก็ยังเป็นเด็ก ไม่ได้คิดว่าจะต้องรีบโตหรอก (แต่ก็แอบรู้สึกเบื่อระบบการเรียนในโรงเรียนไม่ได้) ประเด็นมันมีอยู่ว่า ตอนนั้นมันมีข่าว Admissions ระบบใหม่ ซึ่งรุ่นพวกผม เมื่อจบ ม.6 จะเป็นรุ่นแรกที่ต้องใช้ระบบ Admissions ระบบใหม่ เป็นหนูทดลองว่างั้นเหอะ ตอนนั้นก็ได้ยินข่าวว่าเกณฑ์จะไม่ได้เอาคะแนนสอบอย่างเดียว แต่เอาเกรด GPA ม.ปลายมาคิดด้วย และต้องสอบโน่นนั่นนี่ ONET อะไรก็ไม่รู้ด้วย ไอ้ผมก็เป็นเนิร์ดจริงๆ วิชาที่เป็นวิชาการผมก็เรียนได้ดีมากอยู่แหละ แต่วิชาพวกพละ ศิลปะ และอื่นๆ ต่างหากที่ทำให้ผมกังวลว่าเกรด GPA ผมจะทำให้ผมเสียโอกาสบางอย่างใน Admissions ระบบใหม่

พอจบ ม.4 ผมก็ตัดสินใจมาลองสอบเอ็นทรานซ์ดูเพื่อลองข้อสอบ เพราะก็มีวุฒิเข้าสอบได้แล้วนี่ ตอนจบ ม.5 จะได้ตั้งใจเอ็นทรานซ์จริงๆ เพื่อหนีระบบ Admissions ระบบใหม่ซะ ก็ไม่ได้เตรียมตัวสอบหรอก แค่มาลองข้อสอบ จะอ่านหนังสือไปทำไม ชิลๆ ฮะ

ผมตัดสินใจสมัครสอบ Entrance โดยเลือกคณะ 4 อันดับ คือ 1. แพทย์จุฬาฯ 2. แพทย์รามาฯ 3. แพทย์ มอ. และ 4. วิทยาฯ จุฬาฯ เจตนาเลือกเพื่อเทียบ ranking ตัวเอง หวังผลในการประเมินตัวเองสำหรับการสอบรอบหน้าตอนจบ ม.5 ชัดๆ

หลังสอบเอ็นทรานซ์ เพื่อนสนิทที่โรงเรียนก็ชวนผมมาติวสอบ Entrance ต่อที่กรุงเทพฯ กะติวเตรียมไว้สำหรับตอนสอบเทียบตอนจบ ม.5 (จริงๆ อันนี้ได้ติวหลังผมสอบ Entrance ครั้งแรกเพื่อลองข้อสอบแล้วหลายสัปดาห์ การติวเลยไม่ได้ช่วยการสอบ Entrance ของผมเลย แถมยังไม่อ่านเองอีกนะ #ช่างกล้า 555)

ผมยังจำได้เลยว่า ตอนอยู่กรุงเทพฯ มีอยู่ตอนนึง นั่งรถ Taxi ไปเที่ยวกับเพื่อน แล้ว Taxi ขับผ่าน รพ.รามาธิบดี เพื่อนผมก็ชี้ให้ผมดูว่า “นรรนๆ นี่ไง อนาคตของนรรน” (สมัยนั้นผมยังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า ที่รถขับผ่านนั่นคือ รพ.รามาธิบดี #อนาถแท้)

ทำไมผมถึงเลือกสอบเข้าหมอน่ะเหรอครับ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก ก็เหมือนเด็กเรียนสมัยนั้นทั่วๆ ไป ซึ่งในยุคนั้นทางเลือกและโอกาสของ career เท่าที่เด็กๆ อย่างพวกเราจะเข้าใจ ก็ไม่มากนัก เด็กเรียนเก่ง ก็มี 2 choices หลักๆ ใช่มั้ยครับ หมอ กับวิศวะ ประเด็นคือ ผมรู้สึกว่าผมไม่ค่อยถนัดฟิสิกส์ (จริงๆ ก็เรียนรู้เรื่องและทำคะแนนได้ดีทีเดียวอยู่นะ แต่ก็รู้สึกไม่ natural อะ มันต้องใช้ความพยายามเยอะ) และที่สำคัญคือ ผมเกลียดงานช่าง ไอ้งานที่ต้อง macho ต้อง manly เนี่ย ไม่ไหวฮะ แล้วรู้สึกว่าแนววิศวะนี่ คงไม่ใช่เรามั้ง หมอน่าจะดูมีความสุขุม ลุ่มลึก เนิร์ดกว่า ชีวะเราก็ดีทีเดียว (เกรด 4 และเป็นที่ 1 ของห้องตอน ม.4 ในวิชาที่อาจารย์โหดที่สุดและแทบไม่เคยให้เกรด 4 แก่นักเรียนคนใดในประวัติศาสตร์การสอน) (จริงๆ ชีวะก็ต้องใช้ความพยายามของสมองอยู่ดี แต่ก็พอรับได้อยู่ ดีกว่าไปทำงานช่างบ้าอะไรก็ไม่รู้) สมัยนั้นจริงๆ ก็มีวิศวะคอมพ์แล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่าภาพมันคือวิศวะที่ไม่ถนัดอยู่ดี เลยไม่เอา…อีกอย่าง ก็พอรู้ว่าคุณพ่อก็มองว่าการเรียนหมอจะเป็นประโยชน์กับครอบครัวในภายภาคหน้าแหละ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับหรือส่งสัญญาณกดดันให้เลือกเลยครับ ผมตัดสินใจด้วยตัวเองโดยได้ปรึกษาและได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่มากกว่า

และแล้ว วันหนึ่งในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2540 ซองประกาศผลเอ็นทรานซ์ก็มาถึงที่ธุรการที่ทำงานคุณแม่ (ใช่ครับน้องๆ สมัยนั้นยังไม่มีการประกาศผลออนไลน์ครับ…) เมื่อเรารู้ว่ามีซองมาถึง คุณแม่รีบขับรถพาผมไปที่ตู้จดหมาย ผมยังจำโมเม้นต์นั้นได้ดี พอหยิบซองจดหมายมาขึ้นรถ ระหว่างคุณแม่ขับรถ ผมก็แกะซองออก แล้วพบว่า ผมสอบเข้าได้แพทย์รามาฯ เมื่อเจอคุณพ่อที่ออฟฟิศ ก็บอกว่า “ป้าครับ สอบได้หมอรามาฯ ครับ” ท่ามกลางความดีใจของทุกคน

ทีนี้ก็ต้องคิดหนักล่ะสิ…

เพราะอย่าลืมว่า ตอนนั้นผมจบแค่ ม.4 (ไม่ได้ติวเอ็นทรานซ์อีกต่างหาก) จะเอาความรู้อะไรไปเรียนปี 1 กับคนอื่นเขา เพราะใจจริงคือแค่จะลองข้อสอบเพื่อเทียบ ranking ตัวเองสำหรับการสอบเอาจริงตอนจบ ม.5 เฉยๆ

แต่พอสอบได้มาแล้ว…เอาไงดีวะ…จะสละสิทธิ์ ก็มีคำถามขึ้นมาในหัวว่า “แล้วถ้าปีหน้าสอบไม่ได้ล่ะ” อีกเสียงหนึ่งในสมองก็ตอบว่า “มึงก็ซวยน่ะสิ ก็ต้องสอบเข้าระบบใหม่ตอน ม.6 ไงล่ะ”

หลังจากนั่งคิดทบทวนสักระยะหนึ่ง โยนหินกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง ก็คิดว่า จริงๆ เราก็เบื่อระบบโรงเรียนเหมือนกันนะ และไหนๆ ก็ได้ที่ที่ดีมากแล้ว (หมอรามาฯ เชียวนะมึง…) ก็น่าจะลองดูสักตั้ง มาได้ถึงเพียงนี้แล้ว ไปข้างหน้าอาจจะเรียนหนักหน่อย ต้อง study เยอะกว่าคนอื่นหน่อยเพราะ baseline ต่ำกว่าเค้า แต่ก็คงทำได้แหละ… “เอ้า เอาก็เอาวะ” เสียงหนึ่งในสมองดังขึ้น สุดท้ายผมก็ตัดสินใจบอกคุณพ่อระหว่างช่วยทำกับข้าวในวันหนึ่งว่า “ตกลงผมจะเอานะป้า”

มารู้ทีหลังว่าพอทราบข่าวว่าผมสอบได้ คุณพ่อซึ่งเป็นสมาชิกของ “กลุ่มเมล์ไทย” (Thai Mailing Group: TMG) ซึ่งเป็นกลุ่ม network ของคนไทยที่คุยโน่นนั่นนี่กันผ่านกลุ่มเมล (mailing list) ซึ่งมีหมอและอาจารย์หมออยู่หลายคน คุณพ่อก็ส่งเมลสอบถามความเห็นว่า ลูกสอบเข้าหมอได้ตอน ม.4 เอาไงดี จะเรียนไหวมั้ย ฯลฯ ก็มีความเห็นที่หลากหลาย แต่โดยรวมก็ไม่ได้มีเสียงคัดค้านที่น่ากังวลนัก ส่วนใหญ่ก็กลับมองว่าน่าจะเรียนได้ และคุณสมบัติหนึ่งของการได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม คือ บรรลุนิติภาวะ เมื่อนับอายุแล้ว ผมจะอายุ 21 ปีปลายๆ ย่างเข้า 22 ปี เมื่อผมจบ (ตอนผมรายงานตัวเข้าเรียนที่รามาฯ ผมอายุ 15 ปี กำลังจะครบ 16 ปี) จึงไม่มีปัญหา

และสุดท้ายผมก็ได้เข้าเรียนแพทย์รามาฯ อย่างที่เพื่อนผมชี้ให้ดู รพ. ตอนนั่ง Taxi ผ่านจริงๆ

To be continued…

อ่าน บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 2–เส้นทางสายหมอ (Nawanan’s Midlife Story: Part 2–On a Typical Doctor’s Road) ต่อ

นวนรรน 12 มี.ค. 2560

Edit History (12 มี.ค. 2560 15.40 น.) แก้ไข จากครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว เป็นจีนฮกเกี้ยน #ขนาดประวัติเชื้อสายครอบครัวตัวเองยังเขียนผิด 555

Edit History 2 (13 มี.ค. 2560 23.45 น.) แก้ไขลำดับ Entrance อันดับที่ 4 จาก เภสัชฯ จุฬาฯ เป็น วิทยาฯ จุฬาฯ ความจำเริ่มเลอะเลือน ขอบคุณคุณแม่ที่ช่วยทักมาครับ

Advertisements

4 ความเห็น

Filed under Informatics

4 responses to “บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 1–โหมโรง (Nawanan’s Midlife Story: Part 1–Prelude)

  1. Pingback: บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 2–เส้นทางสายหมอ (Nawanan’s Midlife Story: Part 2–On a Typical Doctor’s Road) | Nawanan

  2. ลลิตา เพ็ชร์ทองคำ

    ถ้าหมอเบื่ออาชีพหมอไอทีเมื่อไหร่ ก็ยังสามารถไปเป็นนักเขียนได้นะคะ แต่พี่ก็มีความกังวลอย่างนึงว่า หมอจะทำให้นักเขียนอื่นๆตกงานกันหมดนะคะ😀😀😀😀

    • 555 ขอบคุณครับพี่ตา ประเด็นคือพอเอามาเล่าหมดแล้ว คงหมดมุกเขียนต่อแล้วล่ะครับ 55

      • ลลิตา เพ็ชร์ทองคำ

        เขียนเหอะหมอ
        สิ่งที่หมอพบในแต่ะวัน ล้วนเป็นประสบการณ์ เป็นวัตถุดิบชั้นดีที่คนอาชีพอื่นไม่มีวันได้พบเจอแบบหมอ สามารถนำมาเขียนได้สบายเลย พี่รออ่านะคะ
        อ้อ ที่อ่านจบไปมะกี้ พี่ยังไม่ได้กดไลค์เลย
        ขอตัวไปกดไลค์ก่อนนะคะ😄😄😄

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s