บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 2–เส้นทางสายหมอ (Nawanan’s Midlife Story: Part 2–On a Typical Doctor’s Road)

อ่าน บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 1–โหมโรง (Nawanan’s Midlife Story: Part 1–Prelude) ก่อน

ปี 1 ของการเรียนแพทย์ที่ ม.มหิดล ศาลายา สำหรับคนที่จบ ม.4 แล้วสอบเทียบได้อย่างผม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ แม้ปี 1 ส่วนหนึ่งจะเป็นการทวนเนื้อหาของเก่าตอนมัธยม ที่เป็น basics ที่สำคัญของปีต่อๆ ไป แต่เนื้อหาก็จะมีความลึกขึ้น และอาจารย์ก็จะคาดหวังว่านักศึกษาจะเคยเรียนมาบ้างแล้ว จึงเข้าใจได้ไม่ยากนัก ในขณะที่ผมแทบไม่มีพื้นฐานความรู้ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ ของ ม.5 และ ม.6 เลย (อย่าลืมว่าผมสอบเอ็นทรานซ์เข้าได้โดยไม่ได้ตั้งใจ เลยไม่ได้ติวเนื้อหาของ ม.5-6 มาก่อน แม้จะเรียน กศน. มา แต่เนื้อหาตรงนั้นก็แค่ผิวๆ และก็เรียนแค่พอผ่าน เพราะต้องเรียนในระบบกับนอกระบบควบคู่กัน)

ผมจำได้ว่า ชั่วโมง Calculus คาบแรก อาจารย์มาทวนเรื่อง limit ให้ และคาดหวังว่านักเรียนเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว แค่ทบทวนความจำ แล้วก็สอนเรื่อง differential ต่ออย่างรวดเร็ว ผมนี่ตั้งตัวไม่ติดเลย เพราะแม้จะเก่งคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังไม่เคยเรียนหรืออ่านเองถึง Calculus เลย ผ่านไป 1-2 สัปดาห์ ผมเริ่มรู้สึกไม่ได้การ เพราะเรียนไม่รู้เรื่องอย่างรุนแรง เวลาอยู่หอ เลยตั้งใจอ่านเรื่อง Calculus ทุกคืน ทำแบบฝึกหัดตลอด (สุดท้าย จากที่ไม่มีพื้นความรู้เลย เรียนไม่รู้เรื่องเลย สุดท้ายได้ A วิชานี้ครับ เป็นไงล่ะ… #คืออันนี้เป็นวิชาที่ภูมิใจที่สุดเท่าที่เรียนหมอมา6ปี 555)

ส่วนชีวะน่ะเหรอครับ ก็ทวนของเก่าตอนมัธยม phylum เอย genus เอย ชิลๆ ใช่แมะ…ไม่ใช่สำหรับผมครับ…ลืมบอกไป ตอนปี 1 จะมีอยู่ช่วงนึงที่จะพอหาข้อมูลได้ว่าเราสอบเอ็นทรานซ์เข้ามาด้วยคะแนนเท่าไหร่ และเป็นอันดับที่เท่าไหร่ของชั้นปี (ไม่รู้เค้าไปเอาข้อมูลมาจากไหน จำไม่ได้แระ 555) ของผมน่ะเหรอครับ…สอบเข้าหมอรามาฯ ได้เป็นอันดับที่ 3 (จากท้าย) ของชั้นปี…แปลว่า ถ้าผมทำคะแนนได้ต่ำกว่านี้อีก 3 อันดับ ผมก็จะสอบไม่ติดหมอรามาฯ (และก็แปลว่าผมคงจะไม่กล้าบ้าบิ่นตัดสินใจมาเรียนตั้งแต่จบ ม.4 แบบนี้หรอก แต่พอเป็นหมอรามาฯ เลยเสียดาย…) วิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีเป็นพิเศษ คือ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษครับ เพราะตอนเรียนประถมและมัธยม ผมถนัดสองวิชานี้เป็นพิเศษ ชอบมาก และรู้ตัวว่าทำได้ดี ส่วนวิชาที่ผมได้ต่ำสุดน่ะเหรอครับ…555 พูดแล้วจะอาย…

Bio ครับ….ใช่ครับ เนื่องจากผมไม่ได้อ่านเนื้อหาของ ม.5-6 ตอนสอบเอ็นทรานซ์ครั้งนี้เลย (ก็เพราะมันเป็นแค่การลองข้อสอบนี่) และเนื่องจากวิชาชีวะ มันเป็นแนวท่องจำเป็นหลัก ไม่ได้อ่าน ก็แปลว่าทำไม่ได้ ส่วนเลข ไม่อ่าน ก็คงพอมั่วทำได้มั่ง ถ้าพื้นฐานวิธีคิดหรือ logic ดี…คะแนนสอบเอ็นทรานซ์วิชาชีวะของผม 49 คะแนน (สี่สิบเก้าคะแนนถ้วน)!!! ใช่ครับ ถ้าเอาเกณฑ์ 50% เป็นเกณฑ์ผ่าน ผมก็ตกชีวะน่ะแหละ…

แล้วยังเสนอหน้ามาเรียนหมออีกนะ 555

การเรียนชีวะตอนปี 1 ก็ suffer พอประมาณ เพราะเพื่อนๆ ซึ่งมา ม.5-6 เสียเกือบทั้งหมด (ยกเว้นเพื่อนที่สอบเทียบ ม.4 เหมือนกันอีกหนึ่งคน แต่มันก็คงเก่งชีวะกว่าผมแหละ 55) มันเอ็นท์เข้าหมอ มันก็ต้องเก่งชีวะมั้ย…แล้วผมล่ะ ตกชีวะ 555 (พูดแล้วขำทุกที ไม่ขายหน้าตัวเองเลยจริงๆ…) ผมนี่ก็ไม่ได้เป็นคนชอบท่องอะไรบ้าๆ บอๆ นักด้วย (ก็คือท่องพอได้ แต่ก็ไม่ได้ชอบท่อง) ก็ทนๆ เรียนเอา พอประคองตัวเองได้แหละ…ได้เกรดเท่าไหร่เหรอครับ…

555…

เทอมแรก B เทอมสอง C+ ครับ…เพราะผมคิดว่าคงพอเอาตัวรอดเรื่องชีวะได้ แต่ Calculus นี่โคตรไม่รู้เรื่อง เอาเวลาไปอ่าน Calculus ทุกคืน ตลอดทั้งเทอม เป็นไงล่ะ Calculus A เลยครับ แต่ชีวะ B กับ C+ ไปเลย…สมควรโดนจริงๆ…

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ด้วยอายุที่เด็กกว่าเพื่อนๆ (จริงๆ ไม่ได้อายุน้อยสุด เพราะเพื่อนอีกคนที่สอบเทียบตอน ม.4 มาเหมือนกัน เกิดหลังผม 11 วัน เลยแย่งตำแหน่งอายุน้อยที่สุดของชั้นปีไปครอง เลวจริงๆ…) เข้าเรื่องดีกว่า ด้วยเด็กกว่าเพื่อนๆ และเป็นเด็กบ้านนอก เนิร์ดเต็มขั้น ก็ยังเอาตัวรอดไม่ค่อยเก่ง เข้าสังคมไม่ค่อยเป็น แต่ก็โชคดียังมีเพื่อนๆ ที่สนิทๆ กันมา hangout ด้วยเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหากับการเข้ากับเพื่อนเท่าไหร่ (มั้ง…อันนี้สงสัยต้องถามเพื่อนมากกว่า…) แต่ก็ออกแนวติ๋มๆ เงียบๆ เนิร์ดๆ น่ะแหละ

จริงๆ เรื่องที่ตั้งใจจะเล่าก็คือ ด้วยความที่เป็นห่วงว่าผมจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ คุณพ่อก็ซื้อโน้ตบุ๊กให้ผมใช้สมัยเรียนปี 1 เพราะกลัวผมเหงา อย่างน้อยก็ยังมีคอมพ์ไว้เล่นบ้างไรบ้าง สมัยนั้น notebook เครื่องนึงแพงมากครับ 80,000-90,000 บาท คุณพ่อก็ไม่ได้รวยมาจากไหน เงินเก็บไม่เยอะหรอกครับ แต่คุณพ่อก็คงเป็นห่วงลูกชายคนโตที่เพิ่งใช้ชีวิต กทม. ห่างบ้านคนเดียว ยิ่งอายุน้อยกว่าเพื่อนๆ ในรุ่นด้วย

ผมเอาคอมพ์มาเล่นอะไรบ้าง สมัยนั้นหอพักยังไม่มี Internet ไม่มี Wi-Fi อะไรทั้งนั้น จึงเป็นแค่ standalone notebook ธรรมดาๆ ก็ใช้เล่นเกม Command & Conquer Red Alert ซะเป็นส่วนใหญ่ โปรดเกมนี้มาก (แต่เล่นไม่ค่อยเก่ง 555) แต่ก็มีพิมพ์งาน เรียนรู้การใช้โปรแกรมทั่วๆ ไปด้วยตามประสา

สมัยนั้นเวลาจะเล่นเน็ต ต้องไปเล่นที่สำนักคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย อยู่โซนตึกเรียน ห่างจากหอพักไปพอสมควร เวลาจะเข้าเล่นจะต้องแลกบัตรนักศึกษา ให้เล่นได้ 1 ชม. เป็นเครื่อง Unix เป็นหลัก เล่นอะไรน่ะเหรอ ทั้งชีวิตไม่เคยใช้ Unix จะใช้ทำอะไรได้ 555 เขามีโปรแกรม Pine ให้เล่น มี e-mail account ของนักเรียนแต่ละคน เราก็ใช้เปิดเมล เช็คเมลไปเรื่อย แต่สมัยนั้นเพื่อนๆ ใครเค้าส่งเมลคุยกันบ้าง? บ้าป่ะ ผมก็มีคุยเมลในกลุ่มเมลอื่นๆ บ้าง ส่งเมลหาคุณพ่อบ้าง (มั้ง จำไม่ได้แระ) ที่เหลือก็เปิดเช็คเมลไปงั้นแหละ แต่ไม่มีเมลเข้ามาหรอก แค่อยากเล่นเน็ต 555

บางคนก็ชอบเล่นโปรแกรม finger ดูว่าใครออนไลน์อยู่ในระบบตอนนี้บ้าง เผื่อคุย chat เล่นกัน ผมว่ามันโคตรไร้สาระ วันๆ เอาแต่ finger คุยกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จัก ก็เลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เรื่องเรียนรู้ Unix ก็ลืมไปได้เลย ไม่มีใครมาสอน และไม่ได้รู้สึกอินอะไรขนาดนั้น ชั้นแค่อยากหาเวลาเล่นเน็ตไปวันๆ มั้ย…นานๆ เข้าก็เริ่มห่างเหิน กลายเป็นเล่นแต่ Red Alert เครื่องโน้ตบุ๊กของตัวเองอย่างเดียวเป็นหลัก

ไอ้การที่ผมมี notebook ของตัวเอง (ซึ่งสำหรับนักศึกษาปี 1 สมัยนั้นถือเป็น rare item มากๆ) บวกกับเพื่อนเห็นวันๆ มันบ้าเข้าสำนักคอมพ์ เล่นเน็ตอยู่ได้ (คือจริงๆ เพราะคุยกับคนตัวเป็นๆ ไม่ค่อยเก่งมะ…) เพื่อนๆ ก็เลย recognize ผมเป็น IT man ของรุ่นตั้งแต่ช่วงปลายปี 1 เป็นต้นมา แต่ช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมอะไรมากมายหรอก เพราะผมค่อนข้างเก็บตัว เงียบ

จนเข้ามาเรียนพรีคลินิกปี 2-3 ในกรุงเทพฯ ที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล (ข้างๆ รพ.รามาธิบดี) จึงทำให้ผมได้มีโอกาสค้นพบตัวเองมากขึ้น…

To be continued…

นวนรรน 12 มี.ค. 2560

Advertisements

3 ความเห็น

Filed under Informatics

3 responses to “บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 2–เส้นทางสายหมอ (Nawanan’s Midlife Story: Part 2–On a Typical Doctor’s Road)

  1. Pingback: บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 1–โหมโรง (Nawanan’s Midlife Story: Part 1–Prelude) | Nawanan

  2. Hui-Raksa

    Your first 20 year story reminds me of the quote
    “Diligence is the mother of good luck.”
    – Benjamin Franklin
    such an inspiring figure ka ajarn

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s