Tag Archives: Thai Informatics People

บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 2–เส้นทางสายหมอ (Nawanan’s Midlife Story: Part 2–On a Typical Doctor’s Road)

อ่าน บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 1–โหมโรง (Nawanan’s Midlife Story: Part 1–Prelude) ก่อน

ปี 1 ของการเรียนแพทย์ที่ ม.มหิดล ศาลายา สำหรับคนที่จบ ม.4 แล้วสอบเทียบได้อย่างผม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ แม้ปี 1 ส่วนหนึ่งจะเป็นการทวนเนื้อหาของเก่าตอนมัธยม ที่เป็น basics ที่สำคัญของปีต่อๆ ไป แต่เนื้อหาก็จะมีความลึกขึ้น และอาจารย์ก็จะคาดหวังว่านักศึกษาจะเคยเรียนมาบ้างแล้ว จึงเข้าใจได้ไม่ยากนัก ในขณะที่ผมแทบไม่มีพื้นฐานความรู้ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ ของ ม.5 และ ม.6 เลย (อย่าลืมว่าผมสอบเอ็นทรานซ์เข้าได้โดยไม่ได้ตั้งใจ เลยไม่ได้ติวเนื้อหาของ ม.5-6 มาก่อน แม้จะเรียน กศน. มา แต่เนื้อหาตรงนั้นก็แค่ผิวๆ และก็เรียนแค่พอผ่าน เพราะต้องเรียนในระบบกับนอกระบบควบคู่กัน)

ผมจำได้ว่า ชั่วโมง Calculus คาบแรก อาจารย์มาทวนเรื่อง limit ให้ และคาดหวังว่านักเรียนเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว แค่ทบทวนความจำ แล้วก็สอนเรื่อง differential ต่ออย่างรวดเร็ว ผมนี่ตั้งตัวไม่ติดเลย เพราะแม้จะเก่งคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังไม่เคยเรียนหรืออ่านเองถึง Calculus เลย ผ่านไป 1-2 สัปดาห์ ผมเริ่มรู้สึกไม่ได้การ เพราะเรียนไม่รู้เรื่องอย่างรุนแรง เวลาอยู่หอ เลยตั้งใจอ่านเรื่อง Calculus ทุกคืน ทำแบบฝึกหัดตลอด (สุดท้าย จากที่ไม่มีพื้นความรู้เลย เรียนไม่รู้เรื่องเลย สุดท้ายได้ A วิชานี้ครับ เป็นไงล่ะ… #คืออันนี้เป็นวิชาที่ภูมิใจที่สุดเท่าที่เรียนหมอมา6ปี 555)

ส่วนชีวะน่ะเหรอครับ ก็ทวนของเก่าตอนมัธยม phylum เอย genus เอย ชิลๆ ใช่แมะ…ไม่ใช่สำหรับผมครับ…ลืมบอกไป ตอนปี 1 จะมีอยู่ช่วงนึงที่จะพอหาข้อมูลได้ว่าเราสอบเอ็นทรานซ์เข้ามาด้วยคะแนนเท่าไหร่ และเป็นอันดับที่เท่าไหร่ของชั้นปี (ไม่รู้เค้าไปเอาข้อมูลมาจากไหน จำไม่ได้แระ 555) ของผมน่ะเหรอครับ…สอบเข้าหมอรามาฯ ได้เป็นอันดับที่ 3 (จากท้าย) ของชั้นปี…แปลว่า ถ้าผมทำคะแนนได้ต่ำกว่านี้อีก 3 อันดับ ผมก็จะสอบไม่ติดหมอรามาฯ (และก็แปลว่าผมคงจะไม่กล้าบ้าบิ่นตัดสินใจมาเรียนตั้งแต่จบ ม.4 แบบนี้หรอก แต่พอเป็นหมอรามาฯ เลยเสียดาย…) วิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีเป็นพิเศษ คือ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษครับ เพราะตอนเรียนประถมและมัธยม ผมถนัดสองวิชานี้เป็นพิเศษ ชอบมาก และรู้ตัวว่าทำได้ดี ส่วนวิชาที่ผมได้ต่ำสุดน่ะเหรอครับ…555 พูดแล้วจะอาย…

Bio ครับ….ใช่ครับ เนื่องจากผมไม่ได้อ่านเนื้อหาของ ม.5-6 ตอนสอบเอ็นทรานซ์ครั้งนี้เลย (ก็เพราะมันเป็นแค่การลองข้อสอบนี่) และเนื่องจากวิชาชีวะ มันเป็นแนวท่องจำเป็นหลัก ไม่ได้อ่าน ก็แปลว่าทำไม่ได้ ส่วนเลข ไม่อ่าน ก็คงพอมั่วทำได้มั่ง ถ้าพื้นฐานวิธีคิดหรือ logic ดี…คะแนนสอบเอ็นทรานซ์วิชาชีวะของผม 49 คะแนน (สี่สิบเก้าคะแนนถ้วน)!!! ใช่ครับ ถ้าเอาเกณฑ์ 50% เป็นเกณฑ์ผ่าน ผมก็ตกชีวะน่ะแหละ…

แล้วยังเสนอหน้ามาเรียนหมออีกนะ 555

การเรียนชีวะตอนปี 1 ก็ suffer พอประมาณ เพราะเพื่อนๆ ซึ่งมา ม.5-6 เสียเกือบทั้งหมด (ยกเว้นเพื่อนที่สอบเทียบ ม.4 เหมือนกันอีกหนึ่งคน แต่มันก็คงเก่งชีวะกว่าผมแหละ 55) มันเอ็นท์เข้าหมอ มันก็ต้องเก่งชีวะมั้ย…แล้วผมล่ะ ตกชีวะ 555 (พูดแล้วขำทุกที ไม่ขายหน้าตัวเองเลยจริงๆ…) ผมนี่ก็ไม่ได้เป็นคนชอบท่องอะไรบ้าๆ บอๆ นักด้วย (ก็คือท่องพอได้ แต่ก็ไม่ได้ชอบท่อง) ก็ทนๆ เรียนเอา พอประคองตัวเองได้แหละ…ได้เกรดเท่าไหร่เหรอครับ…

555…

เทอมแรก B เทอมสอง C+ ครับ…เพราะผมคิดว่าคงพอเอาตัวรอดเรื่องชีวะได้ แต่ Calculus นี่โคตรไม่รู้เรื่อง เอาเวลาไปอ่าน Calculus ทุกคืน ตลอดทั้งเทอม เป็นไงล่ะ Calculus A เลยครับ แต่ชีวะ B กับ C+ ไปเลย…สมควรโดนจริงๆ…

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ด้วยอายุที่เด็กกว่าเพื่อนๆ (จริงๆ ไม่ได้อายุน้อยสุด เพราะเพื่อนอีกคนที่สอบเทียบตอน ม.4 มาเหมือนกัน เกิดหลังผม 11 วัน เลยแย่งตำแหน่งอายุน้อยที่สุดของชั้นปีไปครอง เลวจริงๆ…) เข้าเรื่องดีกว่า ด้วยเด็กกว่าเพื่อนๆ และเป็นเด็กบ้านนอก เนิร์ดเต็มขั้น ก็ยังเอาตัวรอดไม่ค่อยเก่ง เข้าสังคมไม่ค่อยเป็น แต่ก็โชคดียังมีเพื่อนๆ ที่สนิทๆ กันมา hangout ด้วยเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหากับการเข้ากับเพื่อนเท่าไหร่ (มั้ง…อันนี้สงสัยต้องถามเพื่อนมากกว่า…) แต่ก็ออกแนวติ๋มๆ เงียบๆ เนิร์ดๆ น่ะแหละ

จริงๆ เรื่องที่ตั้งใจจะเล่าก็คือ ด้วยความที่เป็นห่วงว่าผมจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ คุณพ่อก็ซื้อโน้ตบุ๊กให้ผมใช้สมัยเรียนปี 1 เพราะกลัวผมเหงา อย่างน้อยก็ยังมีคอมพ์ไว้เล่นบ้างไรบ้าง สมัยนั้น notebook เครื่องนึงแพงมากครับ 80,000-90,000 บาท คุณพ่อก็ไม่ได้รวยมาจากไหน เงินเก็บไม่เยอะหรอกครับ แต่คุณพ่อก็คงเป็นห่วงลูกชายคนโตที่เพิ่งใช้ชีวิต กทม. ห่างบ้านคนเดียว ยิ่งอายุน้อยกว่าเพื่อนๆ ในรุ่นด้วย

ผมเอาคอมพ์มาเล่นอะไรบ้าง สมัยนั้นหอพักยังไม่มี Internet ไม่มี Wi-Fi อะไรทั้งนั้น จึงเป็นแค่ standalone notebook ธรรมดาๆ ก็ใช้เล่นเกม Command & Conquer Red Alert ซะเป็นส่วนใหญ่ โปรดเกมนี้มาก (แต่เล่นไม่ค่อยเก่ง 555) แต่ก็มีพิมพ์งาน เรียนรู้การใช้โปรแกรมทั่วๆ ไปด้วยตามประสา

สมัยนั้นเวลาจะเล่นเน็ต ต้องไปเล่นที่สำนักคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย อยู่โซนตึกเรียน ห่างจากหอพักไปพอสมควร เวลาจะเข้าเล่นจะต้องแลกบัตรนักศึกษา ให้เล่นได้ 1 ชม. เป็นเครื่อง Unix เป็นหลัก เล่นอะไรน่ะเหรอ ทั้งชีวิตไม่เคยใช้ Unix จะใช้ทำอะไรได้ 555 เขามีโปรแกรม Pine ให้เล่น มี e-mail account ของนักเรียนแต่ละคน เราก็ใช้เปิดเมล เช็คเมลไปเรื่อย แต่สมัยนั้นเพื่อนๆ ใครเค้าส่งเมลคุยกันบ้าง? บ้าป่ะ ผมก็มีคุยเมลในกลุ่มเมลอื่นๆ บ้าง ส่งเมลหาคุณพ่อบ้าง (มั้ง จำไม่ได้แระ) ที่เหลือก็เปิดเช็คเมลไปงั้นแหละ แต่ไม่มีเมลเข้ามาหรอก แค่อยากเล่นเน็ต 555

บางคนก็ชอบเล่นโปรแกรม finger ดูว่าใครออนไลน์อยู่ในระบบตอนนี้บ้าง เผื่อคุย chat เล่นกัน ผมว่ามันโคตรไร้สาระ วันๆ เอาแต่ finger คุยกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จัก ก็เลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เรื่องเรียนรู้ Unix ก็ลืมไปได้เลย ไม่มีใครมาสอน และไม่ได้รู้สึกอินอะไรขนาดนั้น ชั้นแค่อยากหาเวลาเล่นเน็ตไปวันๆ มั้ย…นานๆ เข้าก็เริ่มห่างเหิน กลายเป็นเล่นแต่ Red Alert เครื่องโน้ตบุ๊กของตัวเองอย่างเดียวเป็นหลัก

ไอ้การที่ผมมี notebook ของตัวเอง (ซึ่งสำหรับนักศึกษาปี 1 สมัยนั้นถือเป็น rare item มากๆ) บวกกับเพื่อนเห็นวันๆ มันบ้าเข้าสำนักคอมพ์ เล่นเน็ตอยู่ได้ (คือจริงๆ เพราะคุยกับคนตัวเป็นๆ ไม่ค่อยเก่งมะ…) เพื่อนๆ ก็เลย recognize ผมเป็น IT man ของรุ่นตั้งแต่ช่วงปลายปี 1 เป็นต้นมา แต่ช่วงแรกก็ยังไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมอะไรมากมายหรอก เพราะผมค่อนข้างเก็บตัว เงียบ

จนเข้ามาเรียนพรีคลินิกปี 2-3 ในกรุงเทพฯ ที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล (ข้างๆ รพ.รามาธิบดี) จึงทำให้ผมได้มีโอกาสค้นพบตัวเองมากขึ้น…

To be continued…

นวนรรน 12 มี.ค. 2560

Advertisements

3 ความเห็น

Filed under Informatics

บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 1–โหมโรง (Nawanan’s Midlife Story: Part 1–Prelude)

ผมตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะเขียนบันทึกประวัติและเส้นทางชีวิตของตัวเองเอาไว้ เส้นทางที่ “ไม่ธรรมดา” (คือไม่ปกติเหมือนใครเขา ว่างั้นเหอะ) ของคนธรรมดาคนหนึ่ง ไว้เป็นอนุสรณ์ ปูมประวัติ และบทเรียนทั้งกับตัวผมเองและคนอื่นที่สนใจ วันนี้กำลังอยู่ใน moment ที่มีอารมณ์เขียน จึงขอเล่าประวัติชีวิตของตัวเอง ในช่วง 35 ปีแรกของชีวิตผม มาแชร์นะครับ

ผมเป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง มีน้องชาย 1 คน อายุห่างกัน 4 ปีครึ่ง ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนภูเก็ตที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนฮกเกี้ยน คุณพ่อเป็นนักบัญชี คุณแม่เป็นอาจารย์ด้านการวัดผลและประเมินผลการศึกษาที่คณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูภูเก็ต (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ตามลำดับ) ผมเติบโตมาในรั้วราชภัฏภูเก็ตมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวพักอยู่ในบ้านพักอาจารย์ภายใน campus ของสถาบันมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กเล็กๆ

ผมมองตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง แม้ความเป็นอาจารย์สถาบันราชภัฏฯ ของคุณแม่ และลักษณะงานทางวิชาชีพของคุณพ่อ จะทำให้มีสถานะทางสังคมที่ได้รับการยอมรับพอสมควร อย่างน้อยก็ในหมู่เพื่อนร่วมงานของคุณแม่ที่เป็นอาจารย์ ในหมู่คนทำงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณพ่อ แต่จริงๆ ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวสมถะ เรียบง่าย มารู้ทีหลังว่า ช่วงผมเด็กๆ คุณพ่อต้องลำบากเรื่องการทำมาหาเลี้ยงครอบครัวทีเดียว

ผมเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ชีวิตวัยเด็กก็ไม่มีอะไรมาก เรียนๆ เล่นๆ ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรมโน่นนั่นนี่ ไม่ว่าจะซ้อมรำ (ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้ชอบสักเท่าไหร่ แต่ก็ยอมๆ ไป) หรือเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำโรงเรียน (อสร.) ซึ่งต้องไปอบรมเรื่องการดูแลสุขภาพของเพื่อนนักเรียน แล้วก็มาทำหน้าที่ในโรงเรียนตัวเอง ก็สนุกดี รู้สึกได้เรียนรู้อะไรพอสมควรเหมือนกัน สมัยนั้นผมเป็นเนิร์ดเต็มขั้น ผมเป็นเด็กเรียนดี จึงมักได้รับคัดเลือก (แปลว่าบังคับ) ให้ลงแข่งโน่น ประกวดนี่ อยู่บ่อยๆ ก็กวาดรางวัลมาได้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอินอะไร ก็เหมือนแค่เดินตามเส้นที่ผู้ใหญ่ขีดไว้ให้ เพราะก็รู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งดีๆ ที่เข้ามา ไม่ได้มีอะไรเสียหาย และก็คิดว่าเราก็ทำได้ดีด้วย ก็เออออไป เราเป็นเด็กเรียน เด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่โดยนิสัยก็เป็นคนขี้กังวลอะไรไปทุกเรื่อง

จริงๆ สมัยนั้นมีเรื่องหนึ่งที่พอมองย้อนไปทีไรก็ขำ ช่วง ป.6 เพื่อนๆ เลือกผมเป็นหัวหน้าห้อง ผมกลับมาบ้านก็มาเล่าให้แม่ฟัง เล่าไปก็ร้องไห้ไป กังวลโน่นนั่นนี่ไปหมด ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ วันรุ่งขึ้นคุณแม่ไปคุยกับอาจารย์ว่า ผมขอไม่เป็นหัวหน้าห้องแล้วนะ อย่างว่าแหละครับ ผมเป็นคนขี้กังวล กังวลไปหมด แต่สุดท้ายรอดตัวไปก็โล่งอก ไม่ต้องเป็นหัวหน้าแระ ไม่มีอะไรต้องแบก 555

ผมเรียน ม.ต้น ที่โรงเรียนมัธยมชายประจำจังหวัด คือ โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย สอบเข้าได้ที่ 1 ด้วยนะ (ขออวดหน่อย…รู้สึกว่าสมัยคุณพ่อก็เคยมีชื่อติดป้ายเรียนดีอะไรสักอย่างของโรงเรียนนี่แหละ…แล้วผมก็ขึ้นแท่นอีกคน…สุดท้ายด้วยแรงกดดันจากประวัติที่ผมสอบเข้าได้ที่ 1 ก็ทำให้น้องชายของผม สอบเข้า ม.1 โรงเรียนนี้ได้ที่ 1 อีกเช่นกัน 555 #จบโฆษณา) สมัยมัธยมก็ไม่ค่อยต่างจากประถมนัก ก็เนิร์ดอีกตามเคย ขยัน ตั้งใจเรียน เรียนดี อาจารย์ให้ทำอะไรก็ทำ ให้แข่งอะไรก็แข่ง (แม้บางอย่างไม่อยากทำ แต่ก็ทำๆ ไป จะได้อยู่รอดปลอดภัย 555)

มีสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้ผมทำ และเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมาถึงตรงนี้ได้เร็วขึ้น คือ เพื่อนของคุณแม่ ซึ่งก็คือพ่อแม่ของเพื่อนผมอีกคนน่ะแหละ มาชวนพ่อแม่ผมให้ส่งผมเรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ไปด้วย ระหว่างเรียน ม.ต้น ในระบบ (สมัยนั้นยังไม่มีกฎเกณฑ์ห้ามเรียนในระบบกับ กศน. คู่ขนานกัน) ผมก็เป็นเด็กดีอีกแล้ว นอกจากเรียนในโรงเรียนแล้ว เสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปเรียนสังคมอะไรก็ไม่รู้กับผู้ใหญ่ที่ กศน. หรือไม่ก็อ่านหนังสือเตรียมสอบเอง ต้องไปทำโครงงานกลุ่มทำประโยชน์ด้วย (สมัยนั้นกลุ่มเรากับพี่ๆ ผู้ใหญ่ที่เรียน กศน. ด้วยกัน เลือกไปขัดและปรับปรุงห้องน้ำห้องส้วมของวัดแห่งหนึ่ง ได้ขัดห้องน้ำ ทาสี ฯลฯ ก็สนุกดี รู้สึกเหมือนชีวิตได้เล่นบ้างไรบ้าง 555)

ผ่านไป 2 ปี ตอนผมอยู่ ม.3 ผมก็สอบเทียบวุฒิ ม.ต้น ของ กศน. ได้พร้อมเพื่อนๆ แก๊งค์เดียวกัน และเราก็ชวนกันเรียน ม.ปลาย ของ กศน. ต่อ (ไม่งั้นวุฒิสอบเทียบ ม.ต้น ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะอีก 1 ปี เราก็จบ ม.3 ในระบบอยู่ดี) ดังนั้น พอจบ ม.4 ผมและเพื่อนๆ อีก 2-3 คน ก็สอบเทียบวุฒิ ม.ปลาย ของ กศน. ได้ นั่นหมายความว่าเราสามารถสอบเอ็นทรานซ์ได้เลยตอน ม.4 ในขณะที่เพื่อนๆ บางคน อยู่ระหว่างเรียน กศน. และอาจจะสอบเทียบและสอบเอ็นทรานซ์ได้ตอน ม.5 และเพื่อนๆ ที่เหลือก็เรียนในระบบอย่างเดียว และต้องเอ็นทรานซ์ตอน ม.6

จริงๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องรีบร้อนสอบเอ็นทรานซ์อะไรหรอกนะครับ ก็ยังเป็นเด็ก ไม่ได้คิดว่าจะต้องรีบโตหรอก (แต่ก็แอบรู้สึกเบื่อระบบการเรียนในโรงเรียนไม่ได้) ประเด็นมันมีอยู่ว่า ตอนนั้นมันมีข่าว Admissions ระบบใหม่ ซึ่งรุ่นพวกผม เมื่อจบ ม.6 จะเป็นรุ่นแรกที่ต้องใช้ระบบ Admissions ระบบใหม่ เป็นหนูทดลองว่างั้นเหอะ ตอนนั้นก็ได้ยินข่าวว่าเกณฑ์จะไม่ได้เอาคะแนนสอบอย่างเดียว แต่เอาเกรด GPA ม.ปลายมาคิดด้วย และต้องสอบโน่นนั่นนี่ ONET อะไรก็ไม่รู้ด้วย ไอ้ผมก็เป็นเนิร์ดจริงๆ วิชาที่เป็นวิชาการผมก็เรียนได้ดีมากอยู่แหละ แต่วิชาพวกพละ ศิลปะ และอื่นๆ ต่างหากที่ทำให้ผมกังวลว่าเกรด GPA ผมจะทำให้ผมเสียโอกาสบางอย่างใน Admissions ระบบใหม่

พอจบ ม.4 ผมก็ตัดสินใจมาลองสอบเอ็นทรานซ์ดูเพื่อลองข้อสอบ เพราะก็มีวุฒิเข้าสอบได้แล้วนี่ ตอนจบ ม.5 จะได้ตั้งใจเอ็นทรานซ์จริงๆ เพื่อหนีระบบ Admissions ระบบใหม่ซะ ก็ไม่ได้เตรียมตัวสอบหรอก แค่มาลองข้อสอบ จะอ่านหนังสือไปทำไม ชิลๆ ฮะ

ผมตัดสินใจสมัครสอบ Entrance โดยเลือกคณะ 4 อันดับ คือ 1. แพทย์จุฬาฯ 2. แพทย์รามาฯ 3. แพทย์ มอ. และ 4. วิทยาฯ จุฬาฯ เจตนาเลือกเพื่อเทียบ ranking ตัวเอง หวังผลในการประเมินตัวเองสำหรับการสอบรอบหน้าตอนจบ ม.5 ชัดๆ

หลังสอบเอ็นทรานซ์ เพื่อนสนิทที่โรงเรียนก็ชวนผมมาติวสอบ Entrance ต่อที่กรุงเทพฯ กะติวเตรียมไว้สำหรับตอนสอบเทียบตอนจบ ม.5 (จริงๆ อันนี้ได้ติวหลังผมสอบ Entrance ครั้งแรกเพื่อลองข้อสอบแล้วหลายสัปดาห์ การติวเลยไม่ได้ช่วยการสอบ Entrance ของผมเลย แถมยังไม่อ่านเองอีกนะ #ช่างกล้า 555)

ผมยังจำได้เลยว่า ตอนอยู่กรุงเทพฯ มีอยู่ตอนนึง นั่งรถ Taxi ไปเที่ยวกับเพื่อน แล้ว Taxi ขับผ่าน รพ.รามาธิบดี เพื่อนผมก็ชี้ให้ผมดูว่า “นรรนๆ นี่ไง อนาคตของนรรน” (สมัยนั้นผมยังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า ที่รถขับผ่านนั่นคือ รพ.รามาธิบดี #อนาถแท้)

ทำไมผมถึงเลือกสอบเข้าหมอน่ะเหรอครับ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก ก็เหมือนเด็กเรียนสมัยนั้นทั่วๆ ไป ซึ่งในยุคนั้นทางเลือกและโอกาสของ career เท่าที่เด็กๆ อย่างพวกเราจะเข้าใจ ก็ไม่มากนัก เด็กเรียนเก่ง ก็มี 2 choices หลักๆ ใช่มั้ยครับ หมอ กับวิศวะ ประเด็นคือ ผมรู้สึกว่าผมไม่ค่อยถนัดฟิสิกส์ (จริงๆ ก็เรียนรู้เรื่องและทำคะแนนได้ดีทีเดียวอยู่นะ แต่ก็รู้สึกไม่ natural อะ มันต้องใช้ความพยายามเยอะ) และที่สำคัญคือ ผมเกลียดงานช่าง ไอ้งานที่ต้อง macho ต้อง manly เนี่ย ไม่ไหวฮะ แล้วรู้สึกว่าแนววิศวะนี่ คงไม่ใช่เรามั้ง หมอน่าจะดูมีความสุขุม ลุ่มลึก เนิร์ดกว่า ชีวะเราก็ดีทีเดียว (เกรด 4 และเป็นที่ 1 ของห้องตอน ม.4 ในวิชาที่อาจารย์โหดที่สุดและแทบไม่เคยให้เกรด 4 แก่นักเรียนคนใดในประวัติศาสตร์การสอน) (จริงๆ ชีวะก็ต้องใช้ความพยายามของสมองอยู่ดี แต่ก็พอรับได้อยู่ ดีกว่าไปทำงานช่างบ้าอะไรก็ไม่รู้) สมัยนั้นจริงๆ ก็มีวิศวะคอมพ์แล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่าภาพมันคือวิศวะที่ไม่ถนัดอยู่ดี เลยไม่เอา…อีกอย่าง ก็พอรู้ว่าคุณพ่อก็มองว่าการเรียนหมอจะเป็นประโยชน์กับครอบครัวในภายภาคหน้าแหละ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับหรือส่งสัญญาณกดดันให้เลือกเลยครับ ผมตัดสินใจด้วยตัวเองโดยได้ปรึกษาและได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่มากกว่า

และแล้ว วันหนึ่งในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2540 ซองประกาศผลเอ็นทรานซ์ก็มาถึงที่ธุรการที่ทำงานคุณแม่ (ใช่ครับน้องๆ สมัยนั้นยังไม่มีการประกาศผลออนไลน์ครับ…) เมื่อเรารู้ว่ามีซองมาถึง คุณแม่รีบขับรถพาผมไปที่ตู้จดหมาย ผมยังจำโมเม้นต์นั้นได้ดี พอหยิบซองจดหมายมาขึ้นรถ ระหว่างคุณแม่ขับรถ ผมก็แกะซองออก แล้วพบว่า ผมสอบเข้าได้แพทย์รามาฯ เมื่อเจอคุณพ่อที่ออฟฟิศ ก็บอกว่า “ป้าครับ สอบได้หมอรามาฯ ครับ” ท่ามกลางความดีใจของทุกคน

ทีนี้ก็ต้องคิดหนักล่ะสิ…

เพราะอย่าลืมว่า ตอนนั้นผมจบแค่ ม.4 (ไม่ได้ติวเอ็นทรานซ์อีกต่างหาก) จะเอาความรู้อะไรไปเรียนปี 1 กับคนอื่นเขา เพราะใจจริงคือแค่จะลองข้อสอบเพื่อเทียบ ranking ตัวเองสำหรับการสอบเอาจริงตอนจบ ม.5 เฉยๆ

แต่พอสอบได้มาแล้ว…เอาไงดีวะ…จะสละสิทธิ์ ก็มีคำถามขึ้นมาในหัวว่า “แล้วถ้าปีหน้าสอบไม่ได้ล่ะ” อีกเสียงหนึ่งในสมองก็ตอบว่า “มึงก็ซวยน่ะสิ ก็ต้องสอบเข้าระบบใหม่ตอน ม.6 ไงล่ะ”

หลังจากนั่งคิดทบทวนสักระยะหนึ่ง โยนหินกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง ก็คิดว่า จริงๆ เราก็เบื่อระบบโรงเรียนเหมือนกันนะ และไหนๆ ก็ได้ที่ที่ดีมากแล้ว (หมอรามาฯ เชียวนะมึง…) ก็น่าจะลองดูสักตั้ง มาได้ถึงเพียงนี้แล้ว ไปข้างหน้าอาจจะเรียนหนักหน่อย ต้อง study เยอะกว่าคนอื่นหน่อยเพราะ baseline ต่ำกว่าเค้า แต่ก็คงทำได้แหละ… “เอ้า เอาก็เอาวะ” เสียงหนึ่งในสมองดังขึ้น สุดท้ายผมก็ตัดสินใจบอกคุณพ่อระหว่างช่วยทำกับข้าวในวันหนึ่งว่า “ตกลงผมจะเอานะป้า”

มารู้ทีหลังว่าพอทราบข่าวว่าผมสอบได้ คุณพ่อซึ่งเป็นสมาชิกของ “กลุ่มเมล์ไทย” (Thai Mailing Group: TMG) ซึ่งเป็นกลุ่ม network ของคนไทยที่คุยโน่นนั่นนี่กันผ่านกลุ่มเมล (mailing list) ซึ่งมีหมอและอาจารย์หมออยู่หลายคน คุณพ่อก็ส่งเมลสอบถามความเห็นว่า ลูกสอบเข้าหมอได้ตอน ม.4 เอาไงดี จะเรียนไหวมั้ย ฯลฯ ก็มีความเห็นที่หลากหลาย แต่โดยรวมก็ไม่ได้มีเสียงคัดค้านที่น่ากังวลนัก ส่วนใหญ่ก็กลับมองว่าน่าจะเรียนได้ และคุณสมบัติหนึ่งของการได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม คือ บรรลุนิติภาวะ เมื่อนับอายุแล้ว ผมจะอายุ 21 ปีปลายๆ ย่างเข้า 22 ปี เมื่อผมจบ (ตอนผมรายงานตัวเข้าเรียนที่รามาฯ ผมอายุ 15 ปี กำลังจะครบ 16 ปี) จึงไม่มีปัญหา

และสุดท้ายผมก็ได้เข้าเรียนแพทย์รามาฯ อย่างที่เพื่อนผมชี้ให้ดู รพ. ตอนนั่ง Taxi ผ่านจริงๆ

To be continued…

อ่าน บันทึกครึ่งชีวิต นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์: ตอนที่ 2–เส้นทางสายหมอ (Nawanan’s Midlife Story: Part 2–On a Typical Doctor’s Road) ต่อ

นวนรรน 12 มี.ค. 2560

Edit History (12 มี.ค. 2560 15.40 น.) แก้ไข จากครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว เป็นจีนฮกเกี้ยน #ขนาดประวัติเชื้อสายครอบครัวตัวเองยังเขียนผิด 555

Edit History 2 (13 มี.ค. 2560 23.45 น.) แก้ไขลำดับ Entrance อันดับที่ 4 จาก เภสัชฯ จุฬาฯ เป็น วิทยาฯ จุฬาฯ ความจำเริ่มเลอะเลือน ขอบคุณคุณแม่ที่ช่วยทักมาครับ

4 ความเห็น

Filed under Informatics